รื่นรมย์อาหารฝรั่งเศสเคล้ากลิ่นอายมหาสมุทรแปซิฟิก โดยMichelin-star chef ณ Anantara Bangkok Riverside Resort & Spa

ห้องอาหาร Trader Vic’s 
Anantara Bangkok Riverside Resort & Spa ถนนเจริญนคร
Tel –> 02 476 0022 Ext. 1416
Website -> http://bangkok-riverside.anantara.com/
Facebook Page -> http://www.facebook.com/BangkokRiverDining

ระหว่างวันที่ 14 – 21 พฤศจิกายน 2012 นี้ ห้องอาหาร Trader Vic’s ได้เชิญเชฟ Michelin-star  แห่งร้าน L’Auberge de la Charme จากฝรั่งเศส
เชฟ Nicolas Isnard มาปรุงอาหารที่ได้รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษให้โอบรับกับบรรยากาศกลิ่นอายมหาสมุทรแปซิฟิกของ Trader Vic’s
โดยมีDinner Set กว่า 6 รายการ ในราคาท่านละ 3,600++
และยังมีอาหารจานต่างๆ ฝีมือเชฟผู้เลื่องชื่อให้ได้ลิ้มลองอีกมากมาย..

ทาง Anantara Bangkok Riverside Resort & Spa
เชิญว่านและน้องๆ ไปรับประทานฝีมือเชฟNicolas Isnard มาเมื่อ 14.11.12 ที่ผ่านมาค่ะ ประเดิมวันแรกเลย
ก็เลยรีบลงรีวิวนิดนึง เผื่อผู้ที่สนใจจะได้ไม่พลาดค่ะ =)

บรรยากาศห้องอาหาร Trader Vic’s ยามค่ำคืน ตามไฟอย่างงดงาม
บางท่านอาจเคยไปรับประทาน Sunday brunch  Trader Vic’s มาแล้ว ตอนกลางคืนนี่คนละอารมณ์เลย..
โชคดีที่ช่วงนี้มีกล้องตัวนี้ใช้ด้วยค่ะ.. ถ่ายทอดมาได้ด้วยพลังของกล้อง Canon EOS M ตัวใหม่ ถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้นิ๊งจริงๆ เลิฟมาก XD

ห้องอาหาร Trader Vic’s จะเป็นครัวเปิด สามารถรับชมขั้นตอนการปรุงอาหารได้อย่างเต็มตา..

ช่วงวันนี้ ถึง  21 พฤศจิกายน 2555 นี้ ทางห้องอาหาร Trader Vic’s จะจัดเป็นเมนูพิเศษ เฉพาะการสร้างสรรค์ของเชฟ Nicolas Isnard เท่านั้น
เมนูพิเศษมีตามนี้นะคะ ทางซ้ายจะเป็นDinner Set ที่แจ้งไปข้างต้นค่ะ ส่วนกลาง+ทางขวาจะเป็นจานเดี่ยว.. Suckling Pig น่าสนใจม๊าก..

แน่นอนว่ามาห้องอาหาร Pacific Rim เช่นนี้ ก็ต้องไม่พลาดเครื่องดื่มยอดนิยมของประเทศหมู่เกาะอย่าง Mai Tai ค่ะ
เราเริ่มมื้อกันด้วย Mai Tai Wave เป็นรวมมิตร Mai Tai Mango – Pineapple – Guava ที่ละ 360++ (ไม่รวมในDinner Set นะคะ)
รสผลไม้เบาๆ แต่หนักแน่นด้วยฤทธิ์เหล้า.. เป็นการเริ่มมื้อที่ดีค่ะ

Ciabatta โรยด้วย Porcini Salt รสเข้มข้น เสิร์ฟพร้อมเนยสมุนไพร แยมพริก (ไม่เผ็ดนะคะ ออกหวานๆ) และกระเทียมอบค่ะ
เป็น complimentary ของทาง  Trader Vic’s

อันที่จริงต้องมีคอร์สแรกเป็น Amuse Bouche ก่อนนะคะ เรียกง่ายๆ ก็เป็นของก่อนเรียกน้ำย่อยที่เสิร์ฟมาใน”คำเดียว” นั่นแหละค่ะ
แต่เนื่องจากวันนี้เป็นวันแรก แทบจะเรียกได้ว่าเชฟพึ่งลงจากเครื่องบินมาเลย เกิดความขลุกขลักนิดหน่อย ทำให้ในวันนั้นไม่มี Amuse Bouche ค่ะ
หลับจบมื้อได้พูดคุยกับเชฟ เชฟแจ้งว่าในวันอื่นจะมีเสิร์ฟ Amuse Bouche เป็นหอยเชลล์กับ beetroot แต่งรสด้วยมะนาว
เน้นความหวานเป็นสีขาวกับสีชมพูค่ะ แค่นึกก็สวยแล้ว..

คอร์สต่อมาเป็น Flower of sea bass carpaccio, Mai Tai sherbet
จานนี้เชฟได้คอนเสปต์จากการมา Anantara เมื่อปีที่แล้วว่าอยากทำอาหารที่สื่อถึงความเป็น Trader Vic’s  ออกมา
ซึ่ง 1 ใน signature ของ Trader Vic’s   ก็คือ Mai Tai และความเป็นห้องอาหารคาบสมุทร Pacific จึงเกิดเป็นจานนี้ขึ้นมาค่ะ

เนื้อปลาสดมาก ปรุงรสมาอย่างบางเบาแทบเหมือนไม่ได้ปรุงรสมาเลย
พระเอกของจานนี้ตกอยู่ที่ตัวของ  Mai Tai sherbet.. ซึ่งถึงแม้จะช่วยเสริมรสชาติความหวานของปลาได้เป็นอย่างดี
แต่จานนี้ว่านคิดว่าถ้าได้ oil หรือ vinegar เพิ่มสักนิด น่าจะดีขึ้นได้อีกค่ะ
แต่ก็เป็นการเริ่มมื้อที่สดชื่นและสวยงามดีนะคะ =)

Frozen ginger vichyssoise with aquitatine cavier..
vichyssoise คือซุปที่ทำจากกระเทียมต้น มันฝรั่ง ครีมค่ะ
ส่วนที่เป็น foam จะทำจากนม หอยนางรม และปรุงรสด้วยมะนาว จึงออกรสค่อนข้างเปรี้ยว
คาเวียร์ที่ใช้นับว่าเกรดดี แน่นอนว่าไม่มีกลิ่นคาว และช่วยแต่งแต้มสายลมแห่งท้องทะเลให้กับจานนี้ค่ะ

คอร์สต่อมา..
Tiger prawn, tamarin condiment, kamquat, white asparagus
ตัวกุ้ง สด-อวบ-แน่น.. ปรุงรสมาค่อนข้างหนักก็จริงอยู่ แต่ไม่มากจนกลบความหวานสดของกุ้งตัวใหญ่ไป
ซอสรสค่อนข้างจัดด้วยความเปรี้ยวของมะขาม แต่ได้ความอมเปรี้ยวอมหวานของส้มจี๊ดหรือ kamquat มาช่วยไว้ ทำให้ไม่แรงเกิน
ความกรุบกรอบของ white asparagus ก็ช่วยเพิ่ม texture ให้กับจานนี้ค่ะ

เมนคอร์สใกล้มาแล้ว เลยสั่งไวน์แดงกันหน่อยค่ะ สนนราคาต่อแก้วไม่แรงมาก ประมาณ 360++ +-
ไวน์ไม่รวมในDinner Set เช่นกันนะคะ

มากัน 3 คน จึงขอลอง 3 อย่างค่ะ
ตัวแรก Element Sandalford จาก Western Australia รสค่อนไปทางเปรี้ยว และหวานกลางๆ

Château Martinon 2009 AOC จาก France หนัก dry มากกกก.. ดื่มเดี่ยวๆ ไม่ค่อยเลิศ แต่ดื่มคู่กับเนื้อแล้วใช้ได้เลยค่ะ

Anakena จาก Chile รสหวานค่อนข้างเด่น.. ดื่มง่าย..

3 แก้ว 3 รส ไม่ซ้ำกันเลยค่ะ

และแล้วก็มาถึงพระเอกของมื้อนี้ค่ะ..
Cube of beef fillet, bbq sauce, artichoke, blood orange

ในเมนูเป็น blood orange แต่ตามจริงเป็นส้มสีไม่เลือดนะคะ เห็นว่า blood orange หาไม่ได้ค่ะ เดี๋ยวจะ งง ว่าทำไมมาถึงแล้วไม่แดง =)
เนื้อนุ่มมากกกกกกกกกกกก ทั้งๆที่ไม่มีมันแทรกเลย แต่กลับปรุงได้นุ่มกว่าเนื้อ Wagyu หลายๆที่เสียอีก
รสหวานของเนื้อก็ยังเต็มเปี่ยมค่ะ ไม่ได้มีแต่ความนุ่มอย่างเดียว อาจจะเพราะได้เกลือมาช่วยเสริมรสด้วย
ส่วนที่เป็น pureed ซ้ายสุดคือ eggplant ค่ะ
ส่วนตัวว่านเห็นว่าแค่เนื้อ รับประทานเดี่ยวๆ หรือกับบาร์บีคิวซอสนิดเดียวก็อร่อยแล้วค่ะ condiment ด้านข้างไว้รับแกล้มมากกว่า

และแล้วก็มาถึงคอร์สสุดท้าย.. ของหวาน.. Raspberry, Lime, Coconut ค่ะ
ตัวไอศกรีม Raspberry ค่อนข้างเปรี้ยวเด่น เพราะผสมน้ำมะนาวไทยไปด้วย และยังมีซอส Raspberry มาให้ราดอีก
โดยส่วนตัวว่านชอบ Raspberry แต่ค่อนข้างเฉยๆ กับมะพร้าว เลยไม่ค่อยตื่นเต้นกับขนมจานนี้ค่ะ
แต่ก็นับว่าเป็นการจบมื้ออาหารที่เบาๆ สวยๆ ดี = )

ดื่มกาแฟท้ายมื้อกันเสียหน่อย.. ไม่รวมในDinner Set นะคะ..

Trader Vic’s Hot Butter Rum และ Coffee Grog ค่ะ
ตัว Trader Vic’s Hot Butter Rum มีคำโปรยในเมนูว่า “not too sweet” แต่ถึงเวลามาจริงๆ หวานเจี๊ยบเลยค่ะ
เล่นเอา งง ไปว่าผิดถ้วยรึเปล่า (^^’ )

ส่วน Coffee Grog หนักแน่นทั้งกาแฟและเหล้า กลายเป็นว่าชอบตัวนี้ไปแทนค่ะ
cream of coconut ที่ทีแรกกังวลว่าจะกลบรสไหม กลับไม่เป็นปัญหาเลยค่ะ
(เป็นคนไม่ชอบอาหาร-เครื่องดื่ม-ขนมตะวันตกที่เข้ากะทิค่ะ แต่ถ้าอาหาร-ขนม-เครื่องดื่มตะวันออก ถึงไหนถึงกัน)

Trader Vic’s Chocolate complimentary.. จานนี้ได้รับทุกโต๊ะนะคะ =)

ข้างในเป็นไอศกรีมวนิลา.. บางวันมาแบบคละรสค่ะ

สไตล์ของเชฟ Nicolas Isnard จะเน้นความเรียบง่าย ไม่มีการประดับประดาที่วุ่นวายหรือรกจาน..
คุยกับน้องๆ.. น้องเบลล์มีความเห็นว่าสไตล์การปรุงค่อนไปทาง French – Italian
สำหรับจานที่ชอบสุด ก็เป็น Cube of beef fillet, bbq sauce, artichoke, blood orange ค่ะ
ยังเคลิ้มกับความนุ่มของเนื้ออยู่เลย ถึงกุ้งจะสดเด้งมากก็เถอะน่า..

จบมื้ออาหารอย่างประทับใจค่ะ..

ขอบคุณทาง Anantara Bangkok Riverside Resort & Spa
ที่ให้เกียรติเชิญว่านและน้องๆ และเปิดโอกาสให้เขียนวิจารณ์กันได้อย่างเต็มที่เสมอมานะคะ

ส่งลากันด้วยภาพงามๆ ยามรัตติกาลริมน้ำเจ้าพระยา.. สวัสดีค่ะ